ทำความเข้าใจ “Pip” หัวใจสำคัญของการวัดกำไรขาดทุน
ในการเทรด Forex สิ่งที่เทรดเดอร์ทุกคนเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิดก็คือ “ราคา” และการเคลื่อนไหวของราคานี่เองที่สร้างโอกาสในการทำกำไรหรือขาดทุน แต่การจะวัดการเคลื่อนไหวได้อย่างแม่นยำ เราต้องรู้จักหน่วยวัดสากลที่เรียกว่า “Pip”
Pip คืออะไร?
“Pip” (Point in Percentage) คือหน่วยวัดการเปลี่ยนแปลงที่เล็กที่สุดของราคาสกุลเงินคู่หนึ่งๆ ในตลาด Forex สำหรับคู่สกุลเงินส่วนใหญ่ที่มีสกุลเงินหลัก (เช่น USD, EUR, JPY, GBP) เป็นสกุลที่สอง (Quote Currency) 1 Pip จะเท่ากับ การเปลี่ยนแปลง 0.0001 ของราคา
- ตัวอย่างที่ 1: คู่เงิน EUR/USD เคลื่อนที่จาก 1.1050 ไปเป็น 1.1051 แสดงว่ามีการเคลื่อนไหวขึ้น 1 Pip
- ตัวอย่างที่ 2: คู่เงิน USD/JPY เคลื่อนที่จาก 110.50 ไปเป็น 110.51 แสดงว่ามีการเคลื่อนไหวขึ้น 1 Pip
Pip Value (มูลค่าของ 1 Pip)
มูลค่าของ 1 Pip ไม่เท่ากันในทุกคู่เงิน! มันขึ้นอยู่กับ:
- คู่สกุลเงินที่เทรด
- ปริมาณ Lot Size (ขนาดสัญญา) ที่เทรด (เช่น 1 Standard Lot = 100,000 ยูนิต, 1 Mini Lot = 10,000 ยูนิต)
- อัตราแลกเปลี่ยนของ Quote Currency ต่อ USD (หากบัญชีเป็น USD)
ตัวอย่างสำหรับ USD/THB: สมมติคุณเทรด 1 Mini Lot (10,000 USD) ของคู่เงิน USD/THB ที่ราคา 35.00
การเปลี่ยนแปลง 1 Pip (0.01 บาท) ของ USD/THB จะมีมูลค่า = (0.01) * (10,000) = 100 บาท
ดังนั้น หากราคาเคลื่อนจาก 35.00 ไปเป็น 35.05 (ขึ้น 5 Pips) และคุณเทรด Long, คุณจะได้กำไร 5 * 100 = 500 บาท
ทำไม Pip ถึงสำคัญ?
- คำนวณกำไร/ขาดทุน: ใช้ Pip เป็นฐานในการคำนวณผลลัพธ์การเทรดได้อย่างแม่นยำ
- ตั้ง Stop Loss & Take Profit: กำหนดระดับตัดขาดทุนหรือรับกำไรเป็นจำนวน Pip ได้
- ประเมินความเสี่ยง: วัดความผันผวนและความเสี่ยงของคู่เงินได้ (เช่น คู่เงินที่เคลื่อนไหววันละ 100 Pips มีความเสี่ยงสูงกว่าคู่ที่เคลื่อนไหววันละ 30 Pips)
Spread: ค่าใช้จ่ายแรกที่ต้องจ่ายเมื่อเปิดออเดอร์
เมื่อคุณดูราคาคู่สกุลเงินในแพลตฟอร์มเทรด คุณจะเห็นราคาสองราคาเสมอ:
- ราคา Bid (เสนอซื้อ): คือราคาที่ตลาดหรือโบรกเกอร์ยินดีซื้อสกุลเงินแรกในคู่นั้นจากคุณ (ราคาที่คุณจะ ขาย)
- ราคา Ask (เสนอขาย): คือราคาที่ตลาดหรือโบรกเกอร์ยินดีขายสกุลเงินแรกในคู่นั้นให้คุณ (ราคาที่คุณจะ ซื้อ)
Spread คือความแตกต่างระหว่างราคา Bid และราคา Ask นั่นเอง! มันมักแสดงเป็นหน่วย Pip
ตัวอย่าง: EUR/USD Bid = 1.1050, Ask = 1.1052
Spread = Ask – Bid = 1.1052 – 1.1050 = 0.0002 หรือ 2 Pips
Spread คือ “ค่าใช้จ่าย” ของการเทรด
Spread ไม่ใช่ค่าคอมมิชชันที่โบรกเกอร์เรียกเก็บแยกต่างหาก แต่เป็นต้นทุนที่แฝงอยู่ในราคา:
- เมื่อคุณเปิดออเดอร์ซื้อ (Buy): คุณจะเปิดที่ราคา Ask ซึ่งสูงกว่าราคาตลาด (Bid) ทันที
- เมื่อคุณเปิดออเดอร์ขาย (Sell): คุณจะเปิดที่ราคา Bid ซึ่งต่ำกว่าราคาตลาด (Ask) ทันที
นั่นหมายความว่า ออเดอร์ของคุณจะเริ่มต้นที่ “ติดลบ” เท่ากับ Spread ทันที ราคาจึงต้องเคลื่อนที่ในทิศทางที่คุณคาดการณ์ไว้อย่างน้อยเท่ากับ Spread ก่อนที่คุณจะเริ่มทำกำไรได้
ปัจจัยที่ส่งผลต่อ Spread
- สภาพคล่องของคู่เงิน: คู่เงินหลัก (เช่น EUR/USD, USD/JPY) ที่มีการซื้อขายหนาแน่นมักมี Spread ต่ำ (1-2 Pips) คู่เงินเอ็กซอติก (เช่น USD/THB) มักมี Spread สูงกว่า (อาจ 10 Pips ขึ้นไป)
- ความผันผวนของตลาด: ในช่วงข่าวสำคัญ หรือช่วงที่ตลาดผันผวนรุนแรง (เปิดตลาด, ปิดตลาด, ข่าว Non-Farm Payrolls) Spread มักจะขยายตัวกว้างขึ้นมาก
- ประเภทโบรกเกอร์:
- Market Maker: มักเสนอ Spread คงที่หรือลอยตัว แต่โดยรวมอาจสูงกว่า ECN
- ECN/STP: เสนอ Spread ลอยตัวที่แคบมากในสภาพคล่องปกติ (อาจต่ำกว่า 1 Pip ในคู่หลัก) แต่สามารถขยายกว้างมากในภาวะผันผวน
- เวลาในการเทรด: ช่วงที่ตลาดซบเซา (เช่น ตลาดเอเชียตอนเที่ยง) Spread อาจกว้างกว่าช่วงที่ตลาดยุโรปหรืออเมริกาเปิดคาบเกี่ยวกัน
นำความรู้เรื่อง Pip และ Spread ไปใช้อย่างชาญฉลาด
- เปรียบเทียบ Spread: ก่อนเลือกโบรกเกอร์ ตรวจสอบ Spread เฉลี่ยของคู่เงินที่คุณสนใจจะเทรดบ่อยๆ โดยเฉพาะในเวลาที่คุณวางแผนจะเทรด
- คำนวณต้นทุน: ใช้มูลค่า Pip ที่คำนวณได้ เพื่อประเมินว่าการเปิดออเดอร์แต่ละครั้งมีต้นทุน Spread เท่าไร (เช่น เทรด USD/THB 1 Mini Lot, Spread 10 Pips = ต้นทุนเริ่มต้น 10 * 100 = 1,000 บาท)
- จัดการความเสี่ยง: คำนึงถึง Spread เมื่อตั้ง Stop Loss อย่าตั้ง Stop Loss ชิดราคาจนเกินไป เพราะ Spread อาจทำให้ Stop Loss ถูก激活ก่อนที่ราคาจะเคลื่อนไปถึงจุดนั้นจริงๆ
- หลีกเลี่ยงช่วง Spread กว้าง: พยายามหลีกเลี่ยงการเปิดออเดอร์ในช่วงข่าวสำคัญมากๆ หรือช่วงที่ตลาดผันผวนรุนแรงจน Spread ขยายกว้างมาก เว้นแต่คุณมีกลยุทธ์เฉพาะทาง
- เลือกคู่เงินที่เหมาะสม: สำหรับเทรดเดอร์ทุนน้อย คู่เงินหลักที่มี Spread ต่ำอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่าในการเริ่มต้น เนื่องจากต้นทุนเริ่มต้นต่ำกว่า
การเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงความหมายและความสำคัญของ Pip และ Spread คือรากฐานที่แข็งแกร่งในการก้าวสู่การเป็นเทรดเดอร์ Forex ที่มีความรู้และสามารถจัดการต้นทุนรวมทั้งความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ฝึกฝนการคำนวณบ่อยๆ จนคล่องแคล่ว จะช่วยให้คุณตัดสินใจเทรดได้อย่างมั่นใจมากขึ้น




