พื้นฐานสำคัญ: การกำหนดจุดเข้าและออกออเดอร์ในตลาด Forex
การซื้อขาย Forex ไม่ใช่แค่การเดาทิศทางของราคาให้ถูกต้องเท่านั้น หากแต่เป็นเรื่องของการจัดการความเสี่ยงและบริหารเงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งหัวใจสำคัญของการจัดการเหล่านี้ก็คือ “จุดเข้า (Entry Point)” และ “จุดออก (Exit Point)” ของออเดอร์นั่นเอง สำหรับมือใหม่ การเข้าใจและฝึกฝนการกำหนดจุดเหล่านี้ให้แม่นยำถือเป็นรากฐานที่ขาดไม่ได้
ทำไม “จุดเข้า” และ “จุดออก” ถึงสำคัญนัก?
- ควบคุมความเสี่ยง: การกำหนดจุดออกที่ชัดเจน (เช่น Stop Loss) ช่วยจำกัดการสูญเสียได้ในระดับที่คุณยอมรับได้ล่วงหน้า
- รักษากำไร: การกำหนดจุดออกเพื่อทำกำไร (Take Profit) ช่วยล็อกกำไร ไม่ให้โอกาสที่ได้มาง่ายๆ กลับกลายเป็นขาดทุน
- เพิ่มโอกาสทำกำไร: การเข้าในจุดที่ดี (ราคาที่น่าจะเปลี่ยนทิศทางตามที่คาดการณ์) ทำให้คุณมี “อัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทน (Risk/Reward Ratio)” ที่ดีตั้งแต่ต้น
- ลดการตัดสินใจด้วยอารมณ์: การวางแผนจุดเข้า-ออกไว้ล่วงหน้า ช่วยให้คุณไม่ต้องตื่นเต้นหรือตื่นตระหนกกับความผันผวนของตลาดในขณะนั้น
เทคนิคพื้นฐานในการหาจุดเข้า (Entry Point) สำหรับมือใหม่
ไม่มีสูตรวิเศษ แต่มีแนวทางที่ใช้กันแพร่หลาย:
1. การใช้แนวรับ (Support) และแนวต้าน (Resistance)
- ซื้อ (Buy): มองหาจุดเข้าเมื่อราคา “เด้งขึ้น” จากแนวรับ และมีสัญญาณยืนยัน (เช่น แท่งเทียนกลับตัว, เส้น Stochastic ออกจากโซน Oversold)
- ขาย (Sell): มองหาจุดเข้าเมื่อราคา “เด้งลง” จากแนวต้าน และมีสัญญาณยืนยัน (เช่น แท่งเทียนกลับตัว, เส้น Stochastic ออกจากโซน Overbought)
2. การใช้เครื่องมือทางเทคนิค (Technical Indicators)
- เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Averages): เข้าซื้อเมื่อราคาปิดเหนือเส้น MA (เช่น MA20, MA50) และเข้าขายเมื่อราคาปิดต่ำกว่าเส้น MA โดยเฉพาะหลังการดีดตัว (Pullback) สัมผัสเส้น MA
- เส้น Stochastic หรือ RSI: มักใช้ร่วมกับแนวรับแนวต้าน เข้าซื้อเมื่อเส้นขึ้นจากโซน Oversold (ต่ำกว่า 20-30) และเข้าขายเมื่อเส้นลงจากโซน Overbought (สูงกว่า 70-80)
3. การใช้เหตุการณ์ข่าวสำคัญ (News Trading)
- จับตาดูปฏิทินเศรษฐกิจสำหรับข่าวสำคัญ (เช่น อัตราดอกเบี้ย, ตัวเลขการจ้างงาน, CPI)
- รอให้ข่าวออกและตลาดสร้างทิศทางที่ชัดเจนก่อน (รอให้ความผันผวนแรกผ่านพ้น) จึงค่อยพิจารณาเข้าเทรดตามแนวโน้มที่เกิดขึ้นใหม่
- ข้อควรระวัง: ความผันผวนสูงมาก เสี่ยงต่อการโดน Stop Loss ออกง่ายหากเข้าใกล้เวลาปล่อยข่าว
เทคนิคพื้นฐานในการกำหนดจุดออก (Exit Point) ที่ขาดไม่ได้
มือใหม่หลายคนมุ่งแต่หาจุดเข้า… และลืมว่า “การออก” สำคัญกว่า!
1. จุดออกเพื่อจำกัดความเสี่ยง: สต็อปลอส (Stop Loss – SL)
- คืออะไร: คำสั่งปิดออเดอร์อัตโนมัติเมื่อขาดทุนถึงระดับที่กำหนด
- สำคัญที่สุด: ต้องตั้งทุกครั้งที่เปิดออเดอร์
- ตั้งตรงไหน:
- ด้านหลังแนวรับหรือแนวต้านที่สำคัญที่คุณใช้เป็นจุดเข้า
- ห่างจากราคาปัจจุบันพอสมควรเพื่อไม่ให้โดน Stop Hunt (การกวาด Stop Loss โดยผู้เล่นรายใหญ่) แต่ต้องไม่ห่างเกินไปจน Risk ต่อ Trade สูง
- ใช้เปอร์เซ็นต์ของเงินทุน (เช่น เสี่ยงไม่เกิน 1-2% ของ Equity ต่อ 1 ออเดอร์)
2. จุดออกเพื่อล็อกกำไร: เทคพรอฟิต (Take Profit – TP)
- คืออะไร: คำสั่งปิดออเดอร์อัตโนมัติเมื่อทำกำไรถึงระดับที่กำหนด
- ตั้งตรงไหน:
- ที่แนวต้านถัดไป (สำหรับออเดอร์ซื้อ) หรือแนวรับถัดไป (สำหรับออเดอร์ขาย)
- ใช้ระดับ Fibonacci Extension (เช่น 61.8%, 100%, 161.8%)
- คำนวณจาก Risk/Reward Ratio ที่ต้องการ (เช่น 1:2, 1:3) โดยให้ระยะทางไปถึง TP ห่างจาก Entry เป็น 2 หรือ 3 เท่าของระยะทางไปถึง SL
3. ทริลลิ่งสต็อป (Trailing Stop)
- คืออะไร: Stop Loss ที่เคลื่อนตามราคาเมื่อตลาดเป็นไปในทิศทางที่คุณคาดการณ์ไว้ ช่วยล็อกกำไรบางส่วนได้โดยอัตโนมัติหากตลาดพลิกกลับทิศ
- เหมาะสำหรับ: เมื่อตลาดอยู่ในเทรนด์ชัดเจนและคุณคาดว่าจะเคลื่อนไหวต่อเนื่องได้อีก
ข้อผิดพลาดที่มือใหม่มักทำเกี่ยวกับจุดเข้า-ออก
- ไม่ตั้ง Stop Loss: เปิดเผยพอร์ตต่อความเสี่ยงไม่จำกัด
- เลื่อน Stop Loss ออกเรื่อยๆ เมื่อขาดทุน: หวังว่าราคาจะกลับมา (Hope is not a strategy!)
- ปิด Take Profit เร็วเกินไป: เพราะกลัวกำไรจะหาย ปล่อยให้กำไรก้อนเล็กๆ หลายครั้งมาจับฉลากกับขาดทุนก้อนใหญ่เพียงครั้งเดียว
- เข้าตามข่าวโดยไม่รอให้ตลาดนิ่ง: โดนความผันผวนกวาด Stop Loss ออกง่ายๆ
- เข้าเทรดเพราะ “รู้สึก” ว่าควรเข้า: โดยไม่มีสัญญาณหรือเหตุผลจากแผนการเทรดที่ชัดเจน
สรุปประเด็นสำคัญสำหรับมือใหม่
- แผนเป็นเรื่องสำคัญ: กำหนดจุดเข้าและออก (ทั้ง SL และ TP) ก่อนกดปุ่มเปิดออเดอร์ทุกครั้ง ใช้การวิเคราะห์เพื่อสนับสนุนจุดเหล่านี้
- Stop Loss คือเกราะคุ้มกันชีวิต: อย่าเปิดออเดอร์โดยไม่มี SL อย่าเลื่อน SL ออกไปเรื่อยๆ เมื่อขาดทุน
- ความสม่ำเสมอสำคัญกว่าความแม่นยำ: ฝึกฝนการกำหนดจุดเข้า-ออกตามแผนเดิมซ้ำๆ แม้บางครั้งจะพลาด แต่ระบบที่ดีจะทำกำไรในระยะยาว
- Risk/Reward Ratio คือกุญแจ: ตั้งเป้าหมายให้กำไรที่คาดหวัง (Reward) มากกว่าความเสี่ยง (Risk) ที่ยอมรับได้เสมอ (อย่างน้อย 1:1.5 ขึ้นไป)
- ฝึกฝนด้วยบัญชีเดโม: ทดสอบกลยุทธ์และเทคนิคการกำหนดจุดเข้า-ออกของคุณในสภาพแวดล้อมที่ไม่มีความเสี่ยงก่อนลงทุนด้วยเงินจริง
การกำหนดจุดเข้า-ออกที่แม่นยำเป็นทักษะที่ต้องใช้เวลาและประสบการณ์ในการฝึกฝน อย่าคาดหวังความสมบูรณ์แบบตั้งแต่แรกเริ่ม แต่จงมุ่งเน้นที่การทำตามแผนการเทรดอย่างมีวินัยและต่อเนื่อง ยิ่งคุณฝึกฝนและทบทวนการเทรดของคุณ (Trade Review) มากเท่าไหร่ ความสามารถในการหาจุดเข้า-ออกที่ดีก็จะพัฒนาขึ้นตามลำดับ จำไว้ว่า การจัดการความเสี่ยงผ่านการตั้ง Stop Loss ที่เหมาะสมนั้น สำคัญกว่าการหาจุดเข้าแบบแม่นยำเสียอีก!




