ทำความเข้าใจเครื่องมือพื้นฐาน: ประเภทคำสั่งเทรดสำคัญอย่างไร
การเทรด Forex ไม่ใช่แค่การเดาทิศทางราคาให้ถูกต้องเท่านั้น การรู้จักและใช้ ประเภทคำสั่งเทรด (Order Types) อย่างถูกต้องคือหนึ่งในกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จสำหรับผู้เริ่มต้น คำสั่งเทรดเหล่านี้เปรียบเสมือนเครื่องมือที่ช่วยให้คุณเข้าสู่ตลาด (เปิดออเดอร์) และออกจากตลาด (ปิดออเดอร์) ได้ตามกลยุทธ์และแผนการจัดการความเสี่ยงที่วางไว้ โดยไม่จำเป็นต้องนั่งเฝ้าหน้าจอตลอดเวลา
1. คำสั่งตลาด (Market Order): คำสั่งพื้นฐานที่ต้องรู้จัก
นี่คือคำสั่งพื้นฐานที่สุดและใช้บ่อยที่สุด
- การทำงาน: เป็นคำสั่งซื้อหรือขายคู่สกุลเงินทันที ณ ราคาตลาด ณ ขณะนั้น
- เหมาะเมื่อ: คุณต้องการเข้าหรือออกจากตลาดโดยทันทีตามราคาปัจจุบัน
- ข้อควรระวัง: ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง (เช่น ข่าวสำคัญออก) ราคาที่ได้จริง (Execution Price) อาจแตกต่างจากราคาที่คุณเห็นเล็กน้อย เรียกว่า “Slippage”
ตัวอย่าง: คุณเห็น EUR/USD อยู่ที่ 1.0850 และต้องการซื้อทันที คุณใช้ Market Order คุณจะได้ราคาซื้อประมาณ 1.0850 หรือใกล้เคียงในทันที
2. คำสั่งรอ (Pending Orders): วางแผนล่วงหน้าได้
คำสั่งประเภทนี้ช่วยให้คุณวางแผนการเข้าซื้อหรือขายล่วงหน้า ณ ราคาที่กำหนดไว้ ซึ่งอาจยังไม่มาถึงในขณะนั้น มันเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการเทรดตามกลยุทธ์
- การทำงาน: คุณตั้งค่าราคาเป้าหมายและประเภทคำสั่งรอไว้ล่วงหน้า เมื่อราคาตลาดเคลื่อนที่มาถึงราคาที่คุณตั้งไว้ ระบบจึงจะทำการเปิดออเดอร์ให้อัตโนมัติ
คำสั่งรอที่สำคัญมี 4 ประเภทหลัก
- Buy Limit (ซื้อจำกัด): ใช้เมื่อคุณคาดการณ์ว่าราคาจะปรับตัวลงจากระดับปัจจุบันแล้วจึงจะ反弹 ขึ้นใหม่ คุณตั้งคำสั่งซื้อไว้ ต่ำกว่า ราคาตลาดปัจจุบัน
- Buy Stop (ซื้อหยุด): ใช้เมื่อคุณคาดการณ์ว่าราคาจะทะลุ แนวต้าน (Resistance) ขึ้นไปได้ และต้องการเข้าซื้อเมื่อมีการทะลุจริงๆ คุณตั้งคำสั่งซื้อไว้ สูงกว่า ราคาตลาดปัจจุบัน
- Sell Limit (ขายจำกัด): ใช้เมื่อคุณคาดการณ์ว่าราคาจะปรับตัวขึ้นจากระดับปัจจุบันแล้วจึงจะกลับตัวลงใหม่ คุณตั้งคำสั่งขายไว้ สูงกว่า ราคาตลาดปัจจุบัน
- Sell Stop (ขายหยุด): ใช้เมื่อคุณคาดการณ์ว่าราคาจะทะลุ แนวรับ (Support) ลงมาได้ และต้องการเข้าขายเมื่อมีการทะลุจริงๆ คุณตั้งคำสั่งขายไว้ ต่ำกว่า ราคาตลาดปัจจุบัน
ตัวอย่าง: EUR/USD ปัจจุบันอยู่ที่ 1.0900 คุณคาดว่าราคาจะลงมาที่ 1.0850 ก่อนจะขึ้นต่อ คุณตั้ง Buy Limit ที่ 1.0850
ตัวอย่าง: EUR/USD ปัจจุบันอยู่ที่ 1.0900 มีแนวต้านที่ 1.0950 คุณตั้ง Buy Stop ที่ 1.0960 (เหนือแนวต้านเล็กน้อยเพื่อยืนยันการทะลุ)
ตัวอย่าง: EUR/USD ปัจจุบันอยู่ที่ 1.0900 คุณคาดว่าราคาจะขึ้นไปที่ 1.0950 ก่อนจะลงต่อ คุณตั้ง Sell Limit ที่ 1.0950
ตัวอย่าง: EUR/USD ปัจจุบันอยู่ที่ 1.0900 มีแนวรับที่ 1.0850 คุณตั้ง Sell Stop ที่ 1.0840 (ใต้แนวรับเล็กน้อยเพื่อยืนยันการทะลุ)
3. คำสั่ง Stop Loss (หยุดขาดทุน) และ Take Profit (ทำกำไร): บริหารความเสี่ยงและกำหนดเป้าหมาย
สองคำสั่งนี้สำคัญที่สุดสำหรับการจัดการความเสี่ยงและรักษากำไร โดยมักจะถูกกำหนดคู่กับคำสั่งเปิดออเดอร์ (ไม่ว่าจะเป็น Market Order หรือ Pending Order) ทันที
- Stop Loss (SL): เป็นคำสั่งปิดออเดอร์อัตโนมัติเมื่อตลาดเคลื่อนที่ ขัดกับ สถานะของคุณถึงระดับที่กำหนดไว้ เพื่อจำกัดความเสียหายให้อยู่ในระดับที่คุณยอมรับได้ ขาดสิ่งนี้ไม่ได้เด็ดขาด!
- Take Profit (TP): เป็นคำสั่งปิดออเดอร์อัตโนมัติเมื่อตลาดเคลื่อนที่ ตาม สถานะของคุณถึงระดับกำไรที่ตั้งเป้าไว้แล้ว เพื่อรักษากำไรก่อนที่ราคาจะอาจวกกลับ
ตัวอย่าง: คุณซื้อ EUR/USD ที่ 1.0850 ด้วย Market Order คุณตั้ง SL ที่ 1.0820 (ขาดทุนสูงสุด 30 pip) และตั้ง TP ที่ 1.0900 (กำไรเป้าหมาย 50 pip)
สรุป: ฝึกฝนและใช้ให้คล่องเป็นพื้นฐานที่แข็งแกร่ง
การเข้าใจและใช้ประเภทคำสั่งเทรดได้อย่างคล่องแคล่ว โดยเฉพาะคำสั่งรอ (Pending Orders) และการตั้ง Stop Loss/Take Profit เป็นทักษะพื้นฐานที่ผู้เริ่มต้นเทรด Forex ต้องฝึกฝนให้เชี่ยวชาญ มันช่วยให้คุณ:
- เข้าออกตลาดได้ตามแผนกลยุทธ์ที่วางไว้ แม้ไม่อยู่หน้าจอ
- จัดการความเสี่ยงได้อย่างเป็นระบบและมีวินัย
- กำหนดเป้าหมายกำไรที่ชัดเจน
- ลดอารมณ์ในการตัดสินใจขณะเทรด
เริ่มต้นจากการฝึกใช้คำสั่งต่างๆ บนแพลตฟอร์มเทรดในบัญชีเดโม (ทดลอง) ให้คล่องก่อนลงทุนด้วยเงินจริง เมื่อคุณก้าวข้ามพื้นฐานนี้ไปได้ คุณก็จะพร้อมที่จะต่อยอดกลยุทธ์การเทรดที่ซับซ้อนขึ้นได้อย่างมั่นใจมากขึ้น




