พื้นฐานสำคัญ: คู่เงิน Forex คืออะไร?
ในตลาด Forex คุณไม่ได้ซื้อหรือขายสกุลเงินเดี่ยวๆ เช่น ดอลลาร์สหรัฐเพียงอย่างเดียว แต่คุณซื้อและขายสกุลเงินเป็น คู่ เสมอ นี่คือหัวใจของการเทรด Forex คู่เงิน (Currency Pair) แสดงถึงการเปรียบเทียบค่าของสกุลเงินหนึ่งกับอีกสกุลเงินหนึ่ง และแสดงว่าต้องใช้สกุลเงินที่สองจำนวนเท่าใดในการซื้อสกุลเงินแรกหนึ่งหน่วย
โครงสร้างของคู่เงิน
คู่เงินเขียนด้วยรหัสสกุลเงิน ISO สามตัวอักษร โดยมีเครื่องหมายทับ (/) คั่นกลาง:
- สกุลเงินแรก (Base Currency): สกุลเงินที่แสดงอยู่ด้านซ้ายของเครื่องหมายทับ (/) นี่คือสกุลเงินที่คุณ “ซื้อ” หรือ “ขาย” เมื่อเทรดคู่นี้
- สกุลเงินที่สอง (Quote Currency / Counter Currency): สกุลเงินที่แสดงอยู่ด้านขวาของเครื่องหมายทับ (/) นี่คือสกุลเงินที่คุณใช้เป็น “ราคา” ในการซื้อหรือขายสกุลเงินฐาน
ตัวอย่าง: EUR/USD = 1.0850
- EUR (ยูโร) คือสกุลเงินฐาน (Base Currency)
- USD (ดอลลาร์สหรัฐ) คือสกุลเงินอ้างอิง (Quote Currency)
- ราคา 1.0850 หมายความว่า คุณต้องใช้ 1.0850 ดอลลาร์สหรัฐ (USD) ในการซื้อยูโร (EUR) 1 ยูโร
ประเภทของคู่เงิน Forex
คู่เงินแบ่งออกเป็นสามประเภทหลักตามความนิยมและสภาพคล่อง:
1. คู่เงินหลัก (Major Pairs)
คู่เงินเหล่านี้ประกอบด้วยดอลลาร์สหรัฐ (USD) เป็นสกุลเงินใดสกุลเงินหนึ่งในคู่ และคู่กับสกุลเงินของประเทศเศรษฐกิจหลักอื่นๆ ที่มีการซื้อขายกันมากที่สุด:
- EUR/USD (ยูโร/ดอลลาร์สหรัฐ)
- USD/JPY (ดอลลาร์สหรัฐ/เยนญี่ปุ่น)
- GBP/USD (ปอนด์สเตอร์ลิง/ดอลลาร์สหรัฐ)
- USD/CHF (ดอลลาร์สหรัฐ/ฟรังก์สวิส)
- AUD/USD (ดอลลาร์ออสเตรเลีย/ดอลลาร์สหรัฐ)
- USD/CAD (ดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์แคนาดา)
- NZD/USD (ดอลลาร์นิวซีแลนด์/ดอลลาร์สหรัฐ)
ลักษณะเด่น: มีสภาพคล่องสูงสุด, สเปรด (ความแตกต่างระหว่างราคาซื้อและขาย) ต่ำสุด, มีข้อมูลและข่าวสารมากมายสำหรับวิเคราะห์
2. คู่เงินรอง (Minor Pairs / Cross Currency Pairs)
คู่เงินที่ไม่รวมดอลลาร์สหรัฐ (USD) แต่เป็นสกุลเงินหลักอื่นๆ คู่กัน:
- EUR/GBP (ยูโร/ปอนด์สเตอร์ลิง)
- EUR/JPY (ยูโร/เยนญี่ปุ่น)
- GBP/JPY (ปอนด์สเตอร์ลิง/เยนญี่ปุ่น)
- AUD/JPY (ดอลลาร์ออสเตรเลีย/เยนญี่ปุ่น)
- EUR/AUD (ยูโร/ดอลลาร์ออสเตรเลีย)
ลักษณะเด่น: สภาพคล่องและสเปรดมักจะน้อยกว่าคู่เงินหลัก (แต่ยังสูงกว่าคู่เงินเอ็กซ์ติก), นิยมในการเทรด Carry Trade เนื่องจากความแตกต่างของอัตราดอกเบี้ย
3. คู่เงินเอ็กซ์ติก (Exotic Pairs)
คู่เงินที่ประกอบด้วยสกุลเงินหลักหนึ่งสกุล (เช่น USD, EUR, JPY) คู่กับสกุลเงินของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่หรือตลาดขนาดเล็ก:
- USD/THB (ดอลลาร์สหรัฐ/บาทไทย)
- USD/SGD (ดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์สิงคโปร์)
- EUR/TRY (ยูโร/ลีราตุรกี)
- USD/ZAR (ดอลลาร์สหรัฐ/แรนด์แอฟริกาใต้)
- USD/MXN (ดอลลาร์สหรัฐ/เปโซเม็กซิโก)
ลักษณะเด่น: สภาพคล่องต่ำ, สเปรดสูงมาก, ความผันผวน (Volatility) อาจสูงมากและยากต่อการคาดการณ์, อ่อนไหวต่อปัจจัยภายในประเทศมาก
ทำความเข้าใจอัตราแลกเปลี่ยน (Exchange Rate)
อัตราแลกเปลี่ยนคือ “ราคา” ของคู่เงินนั้นๆ ที่แสดงให้เห็นว่าต้องใช้สกุลเงินอ้างอิง (Quote Currency) เท่าใดในการซื้อสกุลเงินฐาน (Base Currency) หนึ่งหน่วย
การเคลื่อนไหวของราคา: Pips
การเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนมักวัดเป็น “Pip” (Percentage in Point) ซึ่งโดยทั่วไปคือทศนิยมตำแหน่งที่สี่ (0.0001) สำหรับคู่เงินส่วนใหญ่ ยกเว้นคู่ที่ประกอบด้วยเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่ Pip มักเป็นทศนิยมตำแหน่งที่สอง (0.01)
- ตัวอย่าง EUR/USD: จาก 1.0850 เป็น 1.0851 = ขยับขึ้น 1 Pip
- ตัวอย่าง USD/JPY: จาก 150.50 เป็น 150.51 = ขยับขึ้น 1 Pip
- ตัวอย่าง USD/THB: จาก 36.50 เป็น 36.51 = ขยับขึ้น 1 Pip (โดยทั่วไป USD/THB จะแสดงทศนิยม 2 ตำแหน่ง)
มูลค่าของ Pip นั้นขึ้นอยู่กับขนาด Lot ที่คุณเทรด
อะไรทำให้อัตราแลกเปลี่ยนขยับ?
อัตราแลกเปลี่ยนเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาจากอิทธิพลของปัจจัยมากมาย:
- อัตราดอกเบี้ย: ความแตกต่างของอัตราดอกเบี้ยระหว่างประเทศ (Interest Rate Differential) เป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลัก นักลงทุนมักเคลื่อนย้ายเงินไปยังสกุลเงินที่ให้ผลตอบแทนดอกเบี้ยสูงกว่า (Carry Trade)
- ข้อมูลเศรษฐกิจ: ตัวชี้วัดเช่น GDP, อัตราการว่างงาน, ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI), ยอดค้าปลีก, ยอดดุลการค้า ล้วนสะท้อนสุขภาพเศรษฐกิจและส่งผลต่อค่าเงิน
- ความมั่นคงทางการเมือง: เสถียรภาพของรัฐบาล นโยบายทางการเมือง ความขัดแย้ง
- ภาวะตลาดการเงิน: ความเสี่ยง (Risk Sentiment) – เมื่อนักลงทุนกล้าเสี่ยง (Risk-On) มักซื้อสกุลเงินที่มีความเสี่ยงสูง (เช่น AUD, NZD) และขายสกุลเงินปลอดภัย (เช่น JPY, CHF) และในทางกลับกันเมื่อเกิดความกลัว (Risk-Off)
- การแทรกแซงของธนาคารกลาง: ธนาคารกลางอาจเข้าแทรกแซงตลาดเพื่อพยุงหรืออ่อนค่าสกุลเงินของตน
- ข่าวสารและความคาดหมาย: ข่าวสำคัญและความคาดการณ์ของผู้เล่นในตลาด
การเลือกคู่เงินให้เหมาะกับสไตล์การเทรด
การเลือกคู่เงินที่เหมาะสมเป็นก้าวสำคัญ:
- เทรดเดอร์มือใหม่: ควรเริ่มต้นด้วย คู่เงินหลัก เนื่องจากสภาพคล่องสูง สเปรดต่ำ มีข้อมูลวิเคราะห์มากมาย และความผันผวนมักจะจัดการได้ง่ายกว่าคู่เอ็กซ์ติก
- เทรดเดอร์ระยะสั้น (Scalping/Day Trading): มักเน้นคู่เงินหลักและบางคู่เงินรองที่มีสภาพคล่องสูงและสเปรดต่ำ เพื่อลดต้นทุนการเทรดที่เกิดจากการซื้อขายบ่อยครั้ง
- เทรดเดอร์ระยะยาว (Swing/Position Trading): สามารถพิจารณาทั้งคู่เงินหลัก คู่เงินรอง และบางคู่เงินเอ็กซ์ติกได้ โดยเน้นที่แนวโน้มพื้นฐานและการวิเคราะห์ปัจจัยเศรษฐกิจระยะยาว
- เทรดเดอร์ที่ชอบความผันผวน: อาจมองหาคู่เงินที่มีข่าวสำคัญเข้ามา หรือคู่เงินเอ็กซ์ติกบางคู่ (แต่ต้องระวังความเสี่ยงและสเปรดสูงมาก)
- เทรดเดอร์ Carry Trade: มุ่งเน้นไปที่คู่เงิน รอง ที่มีความแตกต่างของอัตราดอกเบี้ยระหว่างสกุลเงินฐานและสกุลเงินอ้างอิงสูง
- ความรู้ความเข้าใจ: เลือกคู่เงินที่คุณเข้าใจเศรษฐกิจพื้นฐานของประเทศนั้นๆ และเข้าถึงข่าวสารสำคัญได้ง่าย
ข้อควรระวังเกี่ยวกับคู่เงินเอ็กซ์ติก: แม้คู่เงินเอ็กซ์ติกที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินท้องถิ่น (เช่น USD/THB) อาจดูคุ้นเคย แต่การเทรดมักมีความท้าทายสูงเนื่องจากสเปรดที่กว้างมาก และอาจเกิดการเคลื่อนไหวรุนแรงจากข่าวภายในประเทศที่เทรดเดอร์ทั่วไปติดตามยาก ควรศึกษาอย่างลึกซึ้งก่อนเทรดคู่เงินประเภทนี้
การทำความเข้าใจโครงสร้างของคู่เงิน การแบ่งประเภท และกลไกของอัตราแลกเปลี่ยน เป็นรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการเดินทางในโลก Forex การเลือกคู่เงินที่สอดคล้องกับสไตล์การเทรด ระดับประสบการณ์ และความเข้าใจของคุณ จะช่วยเพิ่มโอกาสในการเทรดอย่างมีประสิทธิภาพและจัดการความเสี่ยงได้ดีขึ้น จำไว้ว่า ความรู้คือทุนที่สำคัญที่สุดในการเทรด Forex




